ข่าวสาร บสย.

รักษ์ วรกิจโภคาทร ผ่าตัด'บสย.'ต่อชีวิตเอสเอ็มอี


คอลัมน์คนหัวแถว
ชลลดา อิงศรีสว่าง

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 

 
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ที่เป็นเสมือนผู้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ยังไม่มีกำลังเพียงพอจะกู้เงินจากธนาคารให้ได้มีโอกาสมีเงินทุนเพื่อไปเริ่มต้นและหล่อเลี้ยง ธุรกิจด้วยการเข้าไปค้ำประกันความเสี่ยงทางธุรกิจให้

แต่หลังจาก รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม
ขนาดย่อม (บสย.) เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2561 ก็เริ่มที่จะมีแนวคิดปรับเปลี่ยนบทบาทของ บสย.ให้ขึ้นมาเป็นหน่วยงานทำงานในเชิงรุกและเป็นตัวเชื่อมระหว่างธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์เอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เป็นผู้ที่มีสัดส่วนถึง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศ
         
รักษ์ กล่าวว่า แต่ละธนาคารจะมีความเป็นคู่แข่ง
กันในเรื่องของธุรกิจและเป้าหมาย แต่ บสย.ไม่ได้แข่งขันกับใคร เนื่องจากไม่ได้ให้เงินกู้โดยตรงแต่เราเป็นผู้ค้ำประกัน ต้องเอาภาพของแต่ละหน่วยงานมาเชื่อมต่อกัน วันนี้ พ.ร.บ.บสย.เปิดกว้างให้ค้ำประกันผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ใช่นิติบุคคลได้แล้ว เราก็เข้าไปช่วยคิดโครงการว่าเราควรจะทำอะไรร่วมกัน แล้วเข้าไปช่วยกันทำกับธนาคารที่เป็นเสมือนพี่ ส่วน บสย.เป็นน้องคนเล็กช่วยปิดความเสี่ยงให้
         
"ผมมองว่า การช่วยเหลือกันในเรื่องของความ
ร่วมมือ วงเงินไมโครหรือจีพีเอสมันเหลือ ถ้าไม่คิดโครงการเข้ามา ผมต้องวิ่งเอาตัวเองไปขอร่วมกับโครงการพี่คนอื่น แต่จะดีกว่าไหม ถ้าวงเงินที่รัฐให้เรามา 1.5 แสนล้าน แต่เราคิดกลไกจัดการเอง แล้วไปร่วมกับพี่ๆ เขา ขอมีสิทธิมีเสียงในการออกผลิตภัณฑ์ร่วมกับคนอื่น จากเมื่อก่อนที่เราไม่มีสิทธิออกแบบ เมื่อก่อนพี่ๆ เขาออกโครงการอะไร เราก็วิ่งไปหาเขา ตอนนี้เราขอเป็นคนขับรถ ทำให้ พี่เขาสบายขึ้น นั่งสบายเบาะหลัง เราช่วยขับ เริ่มต้นเขาอาจไม่ไว้ใจเราให้เราขับครึ่งทาง แต่ในความเป็นจริง องค์กร บสย.ต่างประเทศ เช่น โมเดลของญี่ปุ่น เกาหลี เราให้ขับจนถึงปลายทางเลย เขารู้สึกว่าเราขับปลอดภัยเงินไม่ไปไหน ถ้าสินเชื่อเจ๊ง บสย.จ่าย เงินพี่ไม่สูญ ภาพนี้ออกมาจะทำให้ไว้วางใจคนขับรถ เพราะเราต้องคิดรอบคอบแล้วเราถึงได้ทำ" กรรมการผู้จัดการ บสย. กล่าว
         
แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของโครงกา
รปล่อยกู้ฮักแท็กซี่ ที่ได้ทำร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ และโครงการฮักพี่วินที่ได้ทำร่วมกับธนาคารออมสิน เป็นการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบอาชีพขับแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
         
แต่กว่าจะเป็น 2 โครงการนี้ รักษ์ก็ต้องไปลงพื้นที่จริงแอบป
ลอมตัวไปเป็นผู้โดยสารรถสาธารณะอยู่พักใหญ่เพื่อที่จะศึกษาหาข้อมูลว่าวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนประกอบอาชีพอิสระเป็นอย่างไร เพื่อประเมินความเสี่ยง
         
"ผมมีความรู้สึกดีมากที่ได้ช่วย
คนเล็กๆ เพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถเดินเข้าไปในธนาคารและขอสินเชื่อ การที่เขามีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง และได้ทำอะไรดีๆ ให้ประเทศให้สังคม ให้เศรษฐกิจของประเทศไทย ผมว่ามันเป็นอาหารใจ ได้เงิน ได้บุญ ได้ความภูมิใจ และอยากให้พนักงาน บสย.ทุกคนรู้สึกว่า ถ้าทุกวันเราตื่นมาทำงาน มีรายได้ที่ดี เลี้ยงดูตัวเอง และครอบครัวได้ เรามีพันธกิจที่ท้าทายและเห็นสิ่งที่เราทำมีผลกระทบต่อสังคม ทุกวันนี้เขามองไม่ออก ไม่สามารถจับต้องได้ ไม่สามารถผูกได้ว่า การค้ำประกันสินเชื่อมันกลายไปเป็นการอยู่ดีกินดีของเอสเอ็มอีไทย ของคนในโรงงานของเกษตรกรที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการเล็กๆ ของอาชีพอิสระ ต้องให้เป็นความเชื่อมโยง พนักงานจะมีความรักและภูมิใจในงานที่ทำ" รักษ์ กล่าว
         
นอกจากจะปรับบทบาทไปช่วยแบงก์รั
ฐพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว เขายังเห็นว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดและปรับกระบวนการทำงานของ บสย.ใหม่ ให้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกค้า มากกว่าที่ลูกค้าจะเข้ามาหา บสย.เพราะโดนธนาคารที่ไปขอกู้เงินบังคับให้ต้องมาซื้อประกันความเสี่ยงก่อนจึงจะให้เงินกู้
         
รักษ์ เห็นว่า "กลไกและขั้นตอนทางธุรกิจของ บสย.มันเพี้ยน จริงๆ แล้วที่อื่นทำไดเรกต์การันตี ลูกค้าควรจะได้วงเงินค้ำจาก บสย. แล้วคุณไปช็อปปิ้งเงินกู้กับธนา
คาร ถ้าเขาเจอเราก่อน ความรู้สึกวันนั้นเขาจะไม่ตั้งคำถาม เพราะซื้อของที่จับต้องได้ ถือบัตรจากเราไปหาออมสินและเอสเอ็มอีแบงก์ ก็ได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพราะมีการค้ำประกันจากเรา ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป ทางกระทรวงการคลังหลายยุคพยายามทำให้ บสย.ไปถึงจุดนั้นมา 26 ปี แต่ก็ยังไม่เคยถึงเลย"
 
ดังนั้น ควรจะต้องเปลี่ยนเป็นให้ลูกค้าไ
ด้ค้ำประกันจาก บสย.ก่อน แล้วถือใบค้ำประกันไปหาแต่ละธนาคารเพื่อช็อปปิ้งดอกเบี้ย แบงก์ไหนให้ดอกเบี้ยให้สิทธิประโยชน์ดีที่สุดก็ไปใช้บริการแบงก์นั้น ไม่ใช่ให้แบงก์กำหนดทุกอย่างโดยที่ลูกค้าไม่มีทางเลือกเลย ถ้าทำอย่างนี้ได้ความรู้สึกของลูกค้าจะเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่เปลี่ยนและยังอยู่กับแผนธุรกิจเดิม ก็จะมีแต่ช้ำกับช้ำ เพราะลูกค้าที่ไม่ดีธนาคารก็จะดัมพ์มาให้ บสย. แต่ถ้าลูกค้าดีเขาก็จะเก็บไว้เอ
         
รักษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา บสย.จะได้พบลูกค้าเป็นคนสุดท้าย เจอกันวันแรกลูกค้ามีวิกฤต วันที่เขาเป็นหนี้เสียแล้วธนาคา
รส่งมาให้แก้ไขปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งลูกค้ามีความรู้สึกที่แย่มาก ดังนั้นควรจะคิดกลับด้าน เราควรจะต้องพบลูกค้าก่อนธนาคาร เราจะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามี บสย.แล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร อย่าให้ลูกค้าคิดว่าถูกบังคับให้จ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% แล้วไม่ได้อะไร พอจ่ายหนี้จบก็เลิกกัน เมื่อลูกค้าลืมตาอ้าปากได้ก็เลิกคบ บสย.
         
นอกจากนี้ เขาเห็นว่าการบ้านของที่ต้องทำมี
หลายเรื่อง เขายกตัวอย่างว่า "เมื่อก่อนเราเป็นช่างตัดเสื้อ เราตัดเสื้อไซส์เดียวคือไซส์เอ็มให้ได้ คือเรามีผลิตภัณฑ์แบบนี้ แล้วบอกให้ทุกคนต้องยัดตัวเองไปในเสื้อไซส์เอ็มของเราให้ได้ คือเราคิดค่าธรรมเนียมอัตราเดียวตลอดอายุสัญญาคือ 1.75% แต่วันนี้เราจะตัดเสื้อใหม่ เราอาจจะทำเป็นขั้นบันได ปีแรกอาจจะคิดดอกเบี้ย 0.5% ปีที่ 2 คิดดอกเบี้ย 1% ปีที่ 4 อาจจะเป็น 2.5% เดิมเราคิดค่าธรรมเนียมแค่ 1.75% ทำไมจะต้องทำแบบเดิมๆ เราสามารถเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจ"
         
เป้าหมายสูงสุดในการทำงานที่ บยส.นี้ รักษ์ตั้งใจจะทำให้ บสย.เป็นองค์กรที่ดีและเลี้ยงตั
วเองได้ รวมทั้งเป็นองค์กรชั้นนำที่ใครๆ ก็อยากเข้าทำงานที่นี่ เหมือนหลายองค์กรที่กลายเป็นสถาบันอย่าง ปตท. ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นคงจะต้องใช้พลังกายและพลังใจในการทำงานของคนใน บสย.ที่จะร่วมสู้ไปด้วยกัน
         
ขอ 18 เดือนปรับคอร์แบงก์กิ้ง อนุมัติค้ำสินเชื่อได้ใน 1 วัน

         
รักษ์ วรกิจโภคาทร นับเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่มี
ประสบการณ์ทำงานที่ก้าวกระโดดและถือว่าเปลี่ยนงานบ่อย ซึ่งงานที่เข้าไปทำนอกจากการเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา บริษัท เชฟรอนเอเชียเซ้าท์ แล้ว ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา รักษ์ทำงานในหน่วยงานของรัฐทั้งสิ้น
         
เริ่มจากตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแ
ห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) จนถึงตำแหน่งปัจจุบัน
         
รักษ์ กล่าวว่า ทุกครั้งที่เปลี่ยนงานจะคิดเสมอ
ว่าตัวเองจะทำประโยชน์ให้องค์กรนั้นได้หรือไม่ ถ้าผมไม่มีประโยชน์ผมก็จะเดินออกเลย ยิ่งเป็นหน่วยงานของรัฐยิ่งต้องตระหนักให้มากเพราะเงินเดือนมาจากภาษีประชาชน ที่คิดอย่างนี้เพราะส่วนหนึ่งตัวเอง มาจากครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นทหาร ส่วนคุณแม่เป็นคุณหมอรับราชการที่โรงพยาบาลศิริราช
         
"ตอนเด็กๆ ผมจะไปหาคุณแม่ที่โรงพยาบาลบ่อย ได้เห็นคนที่มารอรับบริการมากมา
ย เห็นคนลำบาก รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตไม่ดีเลย ก็คิดตลอดว่าหากเรามีส่วนที่จะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เราจะทำ และการอยู่ในครอบครัวข้าราชการก็จะทำให้คุ้นเคยกับการมีระเบียบวินัยและไม่รู้สึกลำบากและอึดอัดในการทำงานในหน่วยงานของรัฐ" รักษ์ กล่าว
         
เขาบอกความแตกต่างของหน่วยงานรั
ฐหลายแห่งที่เคยไปร่วมงานว่า แต่ละแห่งมีพันธกิจที่ชัดเจนของตัวเอง มีงานต้องทำชัดเจน อย่างที่ไอแบงก์ ก็มีความชัดเจนว่ามีลูกค้าเป็นพี่น้องมุสลิม 3 ล้านคน ต้องทำให้เขากินดีอยู่ดี ทำให้ภาพเป้าหมายของรัฐต้องทำสินเชื่อให้ถูกหลักศาสนา จะสื่อสารยังไงให้พี่น้องมุสลิมรู้ว่าพอร์ตสินเชื่อของธนาคารเป็นฮาลาล ไม่มีสิ่งผิดเจือปนในกลไก ครั้งแรกที่ตั้งก็มีคำถามมากมาย เพราะศาสนาอิสลามมีหลายนิกาย ผลิตภัณฑ์ที่ทำก็ไม่สามารถครอบคลุมทุกนิกาย ก็ต้องใช้มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นใหม่
         
"ในช่วงที่ไอแบงก์เกิดวิกฤต ผมอยู่ในช่วงที่แบงก์รัน ตั้งแต่ช่วงที่มีกำไรเป็นพันล้า
นจนถึงวันที่เงินออกวันละเป็นพันล้าน เราอยู่ตรงนั้นช่วยเขาแก้ไขปัญหาจนผ่านตรงนั้นมาได้ ส่วนที่เอ็กซิมแบงก์ก็มีภารกิจที่ชัดเจนในการช่วยผลักดันการส่งออก โดยเฉพาะการบุกซีแอลเอ็มวี ซึ่งก็ได้เข้าไปมีบทบาทในการช่วยจัดตั้งสำนักงานตัวแทนที่พม่า ลาว และกัมพูชา ก่อนที่จะย้ายงานใหม่มาดูแลเอสเอ็มอี" เขากล่าว
         
สำหรับ บสย. รักษ์มีแผนที่จะปรับคอร์ แบงก์กิ้งของธนาคารใหม่ ขณะนี้ยังคงใช้ระบบเดิมที่ใช้มา
ตั้งแต่ตั้งองค์กรเพื่อให้สามารถวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วขึ้น ขณะนี้แบงก์อนุมัติสินเชื่อรู้ผลใน 3 วัน แต่ของเรากว่าจะรู้ผลว่าจะค้ำประกันหรือไม่รอ 2 สัปดาห์ มันไม่ทันการณ์ และผมตั้งเป้าลดให้เหลือ 1 วัน ภายใน 18 เดือนนับจากนี้ไป
         
รักษ์มองว่า ที่ บสย.เป็นองค์กรที่อยู่มา 26 ปี มีฐานข้อมูลที่เป็นบิ๊กดาต้าสาม
ารถที่จะโมเดลใหม่ทำให้การวิเคราะห์แม่นยำขึ้น คมขึ้น นอกจากนี้ต้องทำให้องค์กรทานทนต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิสรัปชั่น
         
"ผมเป็นคนไม่เพ้อฝัน ไม่เพ้อเจ้อ ด้วยความที่เรามีความสามารถเท่า
นี้ สิ่งที่เราทำได้วันนี้การที่เราสามารถทำได้คือการแฮนเดิลองค์กรที่สอดประสานได้กับทุกคน ผมไม่ทิ้ง บสย.ไปไหน ผมน่าจะทำได้ให้ บสย.แข็งแกร่งและทันสมัย มันไม่ใหญ่เกินไป มีภารกิจที่ท้าทาย พอร์ตของแบงก์เป็นแสนล้าน ในความเล็กเป็นความใหญ่ ผมยังไม่ไปไหนถ้างานยังไม่สัมฤทธิผลในบางจุด ไม่มีถ้วยรางวัล มันก็ไม่มีเหตุผลที่จะลุกจากเก้าอี้" รักษ์ กล่าว
         
ผมมีความรู้สึกดีมากที่ได้ช่วยค
นเล็กๆ เพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถเดินเข้าไปในธนาคารและขอสินเชื่อ การที่เขามีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง และได้ทำ อะไรดีๆ ให้ประเทศให้สังคม ให้เศรษฐกิจของประเทศไทย ผมว่ามันเป็นอาหารใจ ได้เงิน ได้บุญ ได้ความภูมิใจ
  • บสย. SMEs Club
  • สำหรับธนาคาร
  • สมัครงาน
  • ค้นหาสาขา บสย.
  • จัดซื้อจัดจ้าง บสย.
  • สายด่วน
  • แบบฟอร์มคำขอ
  • แบบฟอร์มติดต่อ บสย.
  • To MD